Thaipat Institute

(www.thaipat.org)

                     หน้าหลัก

ความริเริ่ม


Sufficiency Economy Initiative
จากจุดเริ่มต้นของสถาบันไทยพัฒน์ ที่ก่อตัวขึ้นในรูปของชมรมไทยพัฒน์ ในปี 2542 ก่อนที่จะแปลงสถานภาพมาเป็นสถาบันไทยพัฒน์นั้น งานในระยะแรก เสมือนเป็นการค้นหาตัวตนของกลุ่มผู้ก่อตั้งที่ต้องการพัฒนา “ธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง” บนพื้นฐานของการนำเอาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงจึงนับเป็นความริเริ่มแรกที่ถือกำเนิดขึ้น ด้วยการเข้าร่วมทำงานวิจัยในฐานะลูกมือในโครงการวิจัยการเพิ่มผลผลิตชุมชน การวิจัยการยกระดับอุตสาหกรรมไทยด้วยวิธีปฏิบัติเป็นเลิศและการเปรียบเทียบเพื่อการปรับปรุงและการพัฒนา การวิจัยและพัฒนาระบบการแลกเปลี่ยนชุมชนเพื่อการพึ่งตนเอง จนขยับมาสู่การพัฒนางานวิจัยในฐานะหัวหน้าโครงการในระยะต่อมา (2547-2555) ได้แก่ การศึกษาและจัดทำฐานข้อมูลกลุ่ม องค์กร พื้นที่ ที่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต การวิจัยและพัฒนาเครื่องมือและเครือข่ายสนับสนุนการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในภาคเมือง การศึกษาวิจัยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะเครื่องมือสำหรับการวางแผนในภาคธุรกิจเอกชน การสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงระหว่างประเทศ และการวิจัยเพื่อการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.SufficiencyEconomy.com)

Thai CSR Network
หลังการแปลงสถานภาพมาเป็นสถาบันไทยพัฒน์ ในปี 2544 การขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (CSR) นับเป็นความริเริ่มลำดับถัดมา เรียกว่าเป็นการถ่ายทอดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงลงสู่ภาคปฏิบัติของธุรกิจ ในแบบฉบับหรือด้วยภาษาที่ประเทศตะวันตกใช้ เพราะในมุมมองของสถาบันไทยพัฒน์ เรื่อง CSR หรือที่สถาบันไทยพัฒน์ใช้คำเรียกว่า “บรรษัทบริบาล” สามารถใช้เป็นเครื่องมือและกลไกในการปรับแต่งการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับวิถีของเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างกลมกลืน สถาบันไทยพัฒน์จึงได้ขยายขอบข่ายงานวิจัยมาสู่การศึกษา CSR ในกระบวนการบริหารจัดการองค์กรธุรกิจ ในเชิงคุณลักษณะและองค์ประกอบของ CSR ที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยและใช้ฐานภูมิปัญญาตะวันออก โดยในระยะแรก (2548-2549) ศึกษาร่วมกับองค์กรธุรกิจ 7 แห่ง และในระยะที่สอง (2549-2551) เพิ่มเป็น 13 แห่ง ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จนนำมาสู่การก่อตั้งเป็นเครือข่ายธุรกิจร่วมรับผิดชอบต่อสังคมไทย (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.thaiCSR.com)

Green Ocean Strategy
ในปี 2548 กระแสของกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เรียกว่า Blue Ocean ได้รับการกล่าวถึงเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการนำเสนอกลยุทธ์ที่ใช้สร้างและจับจองอุปสงค์ในตลาดใหม่ ด้วยการคิดค้นนวัตกรรมทางคุณค่า (Innovating Value) ที่ล้ำหน้าจากสภาพการแข่งขัน โดยผู้ที่คิดค้น (ชาน คิม) พยายามวางตำแหน่งกลยุทธ์น่านน้ำสีครามนี้ ให้อยู่เหนือกลยุทธ์ที่ใช้สร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน ซึ่งจำกัดอยู่กับกรอบการพัฒนาและส่งมอบคุณค่าเพียงเพื่อให้ได้เปรียบ (Beating Value) เหนือคู่แข่งขัน และต้องห้ำหั่นกันในน่านน้ำสีแดง หรือ Red Ocean แต่ด้วยการคำนึงถึงการสร้างตลาดใหม่ หรือการสร้างและยึดอุปสงค์ใหม่เพียงลำพัง ไม่อาจนำไปสู่คำตอบของธุรกิจในบริบทของความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ ผลิตภัณฑ์สนองตลาดใหม่ที่มีทั้งความแตกต่างและต้นทุนต่ำ แต่ส่งผลกระทบเสียหายกับสิ่งแวดล้อม จะไม่เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค การกระตุ้นให้เกิดอุปสงค์ใหม่ๆ เพื่อหวังจับจองผลได้ในทางธุรกิจด้วยกลยุทธ์น่านน้ำสีคราม แต่ไปสร้างให้เกิดมลพิษหรือความเสื่อมโทรมต่อระบบนิเวศ หรือคุกคามต่อความอุดมสมบูรณ์ของทุนทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ จึงไม่อาจจัดเป็นกลยุทธ์ที่ใช้การได้ของธุรกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ สถาบันไทยพัฒน์ จึงได้พัฒนาต่อยอดแนวคิดการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางคุณค่าที่พัฒนาขึ้นจากกลยุทธ์ Blue Ocean และกลยุทธ์ที่ใช้รักษาฐานที่มั่นของผลิตภัณฑ์ในแบบ Red Ocean มาสู่กลยุทธ์น่านน้ำสีเขียว หรือ Green Ocean ขึ้นในปี 2553 เพื่อใช้สร้างและผนวกคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่เน้นดำรงความยั่งยืนทางคุณค่า (Sustaining Value) สำหรับตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ห่วงใยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รวมทั้งตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.GreenOceanStrategy.org)

Thai Disaster Resource Network
ในปี 2554 ประเทศไทยต้องประสบกับมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบกินวงกว้างถึง 65 จังหวัด มีตัวเลขความเสียหายเป็นจำนวนนับแสนล้านบาท สถาบันไทยพัฒน์ ได้นำแนวคิดที่เกิดจากการขับเคลื่อนสมัชชาคุณธรรม 4 ภาค ปี 2553 ในประเด็นธุรกิจ (CSR) โดยองค์กรภาคีเครือข่าย 64 แห่ง ร่วมกันตกผลึกเป็นแนวทางที่เรียกว่า “การทำงานวิถีกลุ่ม” หรือ Collective Action มาใช้เป็นข้อเสนอการจัดการภัยพิบัติและการฟื้นฟูบูรณะหลังการเกิดภัยพิบัติ ที่ภาคเอกชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยการทำงานในแบบกลุ่มความร่วมมือ และอาศัยการแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ กรณีศึกษา และบทเรียนการจัดการภัยพิบัติในอดีตทั้งในและต่างประเทศ เพื่อการเรียนรู้และต่อยอดการทำงาน โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ จากความริเริ่มดังกล่าวได้ถูกแปลงมาเป็นข่ายงานทรัพยากรภัยพิบัติไทยสำหรับภาคเอกชน หรือ Thai DRN เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลและทรัพยากรสนับสนุนการทำงานขององค์กรธุรกิจในการรับมือภัยพิบัติ ทั้งการลดความเสี่ยง การเตรียมความพร้อม การเผชิญเหตุ และการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ โดยมีชุดข้อมูลและองค์ความรู้ที่เหมาะสมต่อการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมในสถานการณ์ฉุกเฉินและไม่ปกติ รวมทั้งแนวทางกลยุทธ์การรับมือภัยพิบัติที่มีประสิทธิผล ซึ่งต่างจากกลยุทธ์ CSR ที่ใช้ในสถานการณ์ปกติ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.thaiDRN.com)